LIFE TIPS » “ตารางชีวิต” ของคนคิดที่จะประสบความสำเร็จ

“ตารางชีวิต” ของคนคิดที่จะประสบความสำเร็จ

9 November 2017
382   0

บ่อยครั้งเหลือเกินที่เราจะเห็นว่าเคล็ดลับการทำงานหรือใช้ชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพนั้นมีมากมายหลากหลายมิติ วิธีการ บ้างก็ขัดแย้งกันเอง สิ่งที่เราต้องการในการจัดการชีวิตของเราเองนั่นคือ ระบบ  แล้วระบบแบบใดที่จะมีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับเรา

สิ่งสำคัญคือความรู้สึกของตัวเราเองที่จะมั่นใจว่าระดับพลังงานที่ตัวเองมีอยู่นั้นสอดคล้องกับงานสำคัญที่ต้องทำ

และในครั้งนี้จะเป็นการรวบรวมเอาความคิดของผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยมาเป็นตารางชีวิตประจำวันที่คุณสามารถนำมาปรับใช้กับ “วันของคุณ”

1) กิจวัตรยามเช้า

ลอร่า แวนเดอแคม ได้ศึกษาตารางชีวิตของบุคคลที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง สิ่งที่เธอพบคือ พวกเขาเหล่านั้นแทบทั้งหมดจะต้องเริ่มต้นการทำกิจวัตรประจำวันกันตั้งแต่เช้าตรู่

เราจำเป็นต้องตื่นนอนก่อนที่ความขี้เกียจจะมาเยือน ก่อนที่ความต้องการภายในหรือกิเลสจะเข้าครอบงำ ก่อนที่เป้าหมายในวันนี้ของเราจะต้องถูกท้าทาย

หากเราต้องการที่จะประสบความสำเร็จในการสร้างความสมดุลทั้งเรื่องงานและการใช้ชีวิต เราจำเป็นต้องค้นหาให้เจอว่าอะไรคือสิ่งสำคัญในชีวิตที่เราต้องทำและจดจ่อทำสิ่งนั้น และในการวิจัยยังระบุด้วยว่าการที่เรามีเป้าหมายทำให้เรามีความสุขมากขึ้น

การมีเป้าหมายที่ชัดเจนสัมพันธ์กับการเพิ่มความมั่นใจให้ตัวเองอย่างมากมายและรวมถึงความรู้สึกว่าเราควบคุมตัวเองได้

คนที่สร้างเป้าหมายให้ตัวเองแบบเป็นรูปธรรมประมาณร้อยละ 50 มักจะรู้สึกมีความมั่นใจว่าตัวเองจะสามารถไปถึงเป้าหมายนั้นได้ และร้อยละ 32 จะรู้สึกว่าควบคุมชีวิตตัวเองได้

ข้อดีอีกด้านหนึ่งของการทำกิจวัตรในยามเช้าคือเรื่องของอารมณ์ ความรู้สึกว่าเราควบคุมตัวเองได้ก่อให้เกิดความเพียร และทำให้เขาสู้เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายนั้น

งานวิจัยได้เปรียบเทียบนักเรียนที่มีลักษณะ 2 แบบคือ มีลักษณะที่โดดเด่นระหว่างนักเรียนที่มีจริยธรรมการทำงานที่เข้มแข็งในการเรียนหนังสือ กับนักเรียนที่มักจะล้มเลิกความตั้งใจ หรือไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ปรากฏว่านักเรียนที่แสดงออกให้เห็นถึงการรู้จักควบคุมตัวเองจะมีคะแนนสอบ มีเกรดที่สูงกว่านักเรียนที่ไม่มี

2) งานสำคัญต้องมาก่อน และต้องไม่มีสิ่งรบกวน

ทันทีที่มาถึงที่ทำงานหลายคนก็ต้องยุ่งอยู่กับการเช็คอีเมล์และการประชุม ทิ้งงานสำคัญของวันนั้นไว้ทีหลัง

งานวิจัยระบุว่า หลังจากที่เราตื่นนอนได้ 2 ชั่วโมงครึ่งถึง 4 ชั่วโมงคือช่วงเวลาที่สมองของเราเฉียบคมที่สุด แล้วเราจะเสียเวลานั้นไปกับการพบปะหรือพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานแค่นั่นคงไม่ใช่

การศึกษาพบว่าโดยส่วนใหญ่แล้วความตื่นตัว การจดจำ ความสามารถในการคิดอย่างแจ่มชัดและการเรียนรู้ของคนเรา  จะเฉียบคมมากที่สุดในช่วง 2 ชั่วโมงครึ่งถึง 4 ชั่วโมง หลังจากตื่นนอน จากหนังสือ

หลังจากนั้นเมื่อนาน ๆ ไป เรามักจะมีปัญหาในการควบคุมตนเอง โดยเฉพาะในช่วงบ่าย เช่นคนที่ต้องการลดน้ำหนักก็มักจะถูกทำลายความตั้งใจไปกับขนมขบเคี้ยวในช่วงบ่าย ไม่ใช่ในช่วงที่รับประทานอาหารเช้าหรือในช่วงครึ่งของเวลาเช้า

ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงมักจะทำงานได้ดีที่สุดในช่วงเริ่มต้นของวัน แล้วทำไมเราจึงยังต้องการที่จะเลื่อนไปเวลาอื่น

แต่เนื่องจากมีสิ่งรบกวนเข้ามามากมายทำให้ยากที่ทุกวันนี้เราจะได้ทำงานที่ต้องทำจริง ๆ ในที่ทำงาน ดังนั้นแล้วทำไมไม่เลือกทำงานในช่วงเริ่มต้นวันใหม่เสียตั้งแต่ที่บ้านก่อนจะออกไปทำงาน แล้วจะเห็นว่างานที่เราต้องทำนั้นก้าวหน้าไปมาก  ไม่ต้องไปเร่งทำในช่วงเวลาที่สมองล้าแล้ว

3) ชะลอจังหวะเพื่อทบทวนเป้าหมาย

ช่วงเวลาบ่ายเราจะมักจะรู้สึกว่าสมองเบลอ ความคิดไม่แจ่มชัด อาจเกิดจา ทำงานหนักเกินไป หรือว่าเพิ่งกินอาหารเที่ยงมา  ซึ่งเป็นจังหวะของชีวิตในแต่ละวันของเรา ดังนั้นอย่างแรกเลยเราต้องพักเบรก หาขนมทานเล่น หรืออาจจะพักงีบเพิ่มพลังสมอง หากว่าเป็นไปได้

สิ่งที่คุณต้องทำต่อจากนี้ก็คือ ทบทวนเป้าหมายที่ตั้งไว้สำหรับวันนี้ แล้วดูความก้าวหน้าของงานที่ได้ทำไปแล้วในตอนเช้า

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดพบว่าไม่มีอะไรที่จะสร้างแรงจูงใจในการทำงานได้มากไปกว่าการได้เห็นถึงความก้าวหน้าในงานที่ทำ การได้ซาบซึ้งว่าเราได้ทำงานลุล่วงไปได้มากแค่ไหนคือสิ่งที่คนทำงานที่มีความมุ่งมั่นมักจะทำกัน

เมื่อเปรียบเทียบคนทำงานที่มักจะยอมล้มเลิกความตั้งใจง่าย ๆ กับคนที่มุ่งมั่นทำงานต่อไปแม้จะต้องเจอกับเรื่องท้าทาย ยากลำบากเพียงใด นักวิจัยพบว่าคนที่ไม่ลดละความพยายามในการทำงานจะใช้เวลาในการคิดเรื่องงานมากเป็นสองเท่า ไม่ใช่แค่คิดว่ามีงานอะไรต้องทำบ้าง แต่จะคิดด้วยว่ามีอะไรบ้างที่ได้ทำสำเร็จไปแล้ว ความจริงที่ได้รับจากการทบทวนนี่ก็คือ การได้เห็นว่า งานที่ทำนั้นคืองานที่เราทำได้ หรือเรามีความสามารถที่จะทำงานนั้นนั่นเอง

หลักจากเราได้หยุดพัก ทบทวนเป้าหมายและงานที่ทำสำเร็จไปแล้วในระหว่างวัน ก็ถึงเวลาที่เราจะพร้อมสำหรับการทำงานต่อแล้ว

4) พบปะหรือพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานในช่วงบ่าย

เคล็ดลับที่สำคัญอย่างหนึ่งของการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานคือให้เรามีสภาวะจิตใจที่สอดคล้องเหมาะสมไปกับงานที่ทำ อย่างเช่นมีคนกล่าวไว้ว่า “ตอน 6 โมงเช้า ฉันคือนักคิดสร้างสรรค์ พอบ่าย 2 โมง ฉันคือนักลอกเลียนแบบ” เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการจับคู่ระหว่างระดับพลังงานกับความตั้งใจในการทำงานในขณะนั้น

จากการศึกษาพบว่าช่วงเวลาบ่ายคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการประชุมหรือพบปะพูดคุยกันกับเพื่อนร่วมงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงบ่าย 3 โมง

จริงอยู่ว่าเราจำเป็นต้องมีพลังเพื่อใช้ในการทำงานยุ่ง ๆ มากมาย แต่เราไม่สามารถจะรวบรวมความตั้งใจทั้งหมดมาใช้ได้ และนี่เป็นช่วงเวลาที่สิ่งรบกวนจะมีประโยชน์สำหรับเรา

เมื่องานที่ทำเริ่มจะไม่เดินหน้าหรือเริ่มจะทื้อ ไม่น่าสนใจเหมือนเมื่อตอนเริ่มทำ และรู้สึกเริ่มจะไม่มีสมาธิ ช่วงเวลานี้เพื่อนร่วมงานจะกลายเป็นตัวช่วยให้เราทำงานได้ดีขึ้น แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้มาข่วยเราทำงานเลยก็ตาม

แค่มีเพื่อนร่วมงานอยู่ใกล้ ๆ ก็สามารถช่วยดึงตัวเราให้มีประสิทธิภาพการทำงานขึ้นมาได้ แนวคิดนี้มาจากการรักษาผู้ป่วยสมาธิสั้นที่เรียกกันว่า ‘body double’ โดย  ดร. David Nowell นักประสาทวิทยาทางคลินิกจาก Worcester, Massachusetts

คนเรามักจะทำงานเสร็จหรือทำงานได้ดีเมื่อมีใครอยู่ด้วย แม้ว่าใครเหล่านั้นเขาจะไม่ได้มาสอน หรือช่วยเหลือในการทำงานแก่เราเลย ดังนั้นหากเรากำลังทำงานที่ยากหรือไม่น่าสนใจ  ลองมองหาเพื่อนร่วมงานสักคนมาเป็น body double ของเรา

และแล้ววันแห่งการทำงานของเราหนึ่งวันก็หมดลง ถึงตรงนี้ก็เป็นช่วงเวลาที่เราจะมีทางเลือกมากมายสำหรับจัดการกับตารางชีวิตของตัวเองหลังจากตะวันตกดิน

5) พักผ่อนยามเย็น

ถึงแม้ว่าคนที่ประสบความสำเร็จเขาจะทำงานหนักต่อเนื่องมาหลายชั่วโมง แต่พวกเขาส่วนใหญ่ก็ใช้เวลาตอนเย็นสำหรับการชาร์ตพลังให้กับตัวเอง ก่อนรับประทานอาหารค่ำ ทิม เฟอริส แนะนำว่าให้เขียนเป้าหมายใหญ่ ๆ ของตัวเองสำหรับวันรุ่งขึ้น นี่จะเป็นการปลดปล่อยความคิดตัวเองออกจากเรื่องงานและปล่อยให้ตัวเองได้พักผ่อน

ทั้งนี้จะพบว่าสิ่งที่เราเลือกเพื่อที่จะคลายความเครียดจากเรื่องงานมักจะได้ผลน้อยที่สุด

American Psychological Association ระบุว่า วิธีคลายความเครียดที่ได้ผลที่สุดได้แก่ การออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬา การสวดมนต์หรือเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนา อ่านหนังสือ ฟังเพลง ใช้เวลาอยู่กับเพื่อนฝูงหรือครอบครัว ออกไปเดินเล่นนอกบ้าน เล่นโยคะ และใช้เวลากับกิจกรรมยามว่างที่สร้างสรรค์ ในขณะที่การเลือกวิธีการคลายเครียดที่ทำให้เราได้ผ่อนคลายน้อยที่สุด ได้แก่ ช้อปปิ้ง สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ กินอาหาร เล่นเกมส์ เล่นอินเทอร์เนต และดูโทรทัศน์หรือหนังมากกว่า 2 ชั่วโมง

กิจกรรมที่สำคัญแทบจะเรียกว่าเป็นการพักผ่อนที่สำคัญที่สุด นั่นคือ การเติมพลังให้กับตัวเองด้วยการนอนหลับอย่างเพียงพอ ลองสังเกตตัวเองดูแบบไม่ต้องโกหกตัวเอง ว่าวันไหนที่เรานอนน้อย มักจะส่งผลเสียต่อร่างกายของเราทันที มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับสมองเกี่ยวกับการนอนน้อย ว่าส่งผลต่อสมองของเราเลยทีเดียว ถึงขั้นที่ว่าอาจส่งผลให้ตัวเองโง่ลงก็ได้

การเสียเวลานอนก็เหมือนกับการเสียความคิด การนอนน้อยส่งผลเสียต่อการใช้ความคิด ในทุกด้าน ทั้งทำลายความมุ่งมั่นตั้งใจ การบริหารการทำงานต่าง ๆ การจดจำในระยะปัจจุบันทันด่วน อารมณ์ ทักษะการทำงานหลายด้าน ความสามารถในการใช้ตรรกะ เหตุผล หรือ การใช้ความคิดด้านการคิดคำนวณ เป็นต้น

ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ปัจจัยพื้นฐาน 5 ประการที่เราต้องคำนึงถึงในการพิจารณาจัดตารางชีวิตในแต่ละวัน ได้แก่

  1. กิจวัตรในยามเช้า
  2. ทำงานสำคัญก่อน โดยปราศจากสิ่งรบกวน
  3. ชะลอเพื่อทบทวนเป้าหมาย
  4. พบปะหรือพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานในช่วงบ่าย
  5. พักผ่อนยามเย็น

คำแนะนำข้างต้นนี้อาจไม่ได้ระบุว่าเวลาใดต้องทำอะไรบ้างแบบจำเพาะเจาะจง โดยนำไปเป็นแนวทางเพื่อวาดออกมาเป็นตารางชีวิตการทำงานของแต่ละคน ทุกช่วงเวลาในชีวิตหนึ่งวันของคุณอาจไม่เท่ากัน และงานทั้งหมดที่มีก็ไม่ได้สำคัญเท่ากันหมด ที่สำคัญคือเราต้องรู้ว่าเวลาไหนเหมาะที่จะทำอะไรให้สำเร็จเสร็จสิ้น

Source : http://theweek.com/


View My Stats