เมื่อเราอ่านหนังสือ เราฉลาดขึ้นอย่างไร

คนส่วนใหญ่มักคิดว่า “ความฉลาด” คือสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด และไม่คิดว่าเซลล์สมองมีพัฒนาการแค่ 20 ปี และจะทยอยตายไปเรื่อย ๆ เมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น ซึ่งความคิดที่ว่านี้ “ไม่ถูกต้อง” ทั้งนี้เพราะความก้าวหน้าทางประสาทวิทยาทำให้รู้ว่า แม้จะอายุเลย 20 ปีไปแล้ว เซลล์สมองของคนเราก็ยังสามารถแบ่งตัวและมีพัฒนาการต่อไปอีกได้เรื่อย ๆ

โครงข่ายการเชื่อมต่อของเซลล์สมองก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดชีวิตของมนุษย์เช่นกัน ซึ่งโครงข่ายการเชื่อมต่อนี้เป็นกระบวนการที่เซลล์ประสาทแตกกิ่งก้านสาขาออกไปเชื่อมต่อกับเซลล์ประสาทอื่น ๆ ยิ่งเชื่อต่อกันได้มากเท่าไหร ก็จะยิ่งทำให้เราเรียนรู้ได้ดีขึ้นและแก้ปัญหาได้เก่งขึ้นนั่นเอง

ทุกวันนี้วิทยาการทางการแพทย์ได้ค้นพบว่าการฝึกสมองเป็นประจำสามารถกระตุ้นให้เกิดการสร้างโครงข่ายภายในสมองมากขึ้น ตรงกันข้ามหากเราไม่ได้มีการฝึกสมองเลย สมองก็จะมีประสิทธิภาพลดลง ความจำแย่ลง และอาจถึงขั้นเป็นผลให้เกิดโรคสมองเสื่อมได้ ดังนั้นเราจึงกล่าวได้ว่า ความฉลาดของมนุษย์เป็นสิ่งที่สามารถพัฒนาให้มีขึ้นได้ แม้ว่าเราจะมีอายุ 30 ปี หรือ 50 ปี ก็ตาม ด้วยวิธีการฝึกสมองหลัก ๆ ง่าย  ๆ 2 ประการคือ “การอ่านหนังสือและการออกกำลังกาย” โดยในที่นี่เราจะกล่าวถึงกรณีของการอ่านหนังสือ ว่าจะช่วยให้เรามีความฉลาดหรือได้ฝึกสมองอย่างไร

ดร. โทมะเบจิ ฮิเดโตะ นักพูดและนักเขียนชาวญี่ปุ่นได้เคยบอกไว้ในหนังสือของเขาชื่อ วิธีฝึกสมองให้มีสภาพดีเหมือนตอนอายุ 15 ว่า “ระดับไอคิวมีความสัมพันธ์กับปริมาณหนังสือที่อ่าน” หมายความว่า “ยิ่งเราอ่านหนังสือมาก ไอคิวก็ยิ่งสูง” และ “การอ่านหนังสือเป็นวิธีเพิ่มไอคิวที่ดีที่สุด”

 

 

โดยในหนังสือเล่มนี้ได้มีการรวบรวมงานวิจัยต่าง ๆ ที่ศึกษาว่าการอ่านหนังสือส่งผลอย่างไรต่อระดับสติปัญญาและสมอง ดังต่อไปนี้

  • งานวิจัยของมหาวิทยาลัย ไอโอวาสเตจ สหรัฐอเมริการะบุว่า ปัจจัยสำคัญที่สุดที่เป็นตัวกำหนดระดับไอคิวของคนเราคือ พันธุกรรม และที่สำคัญรองลงมาคือ ปริมาณการอ่านหนังสือ โดยไม่จำเป็นว่าจะเป็นเนื้อหาอะไร  เพราะกุญแจสำคัญอยู่ที่อ่านได้มากแค่ไหน
  • งานวิจัยของมหาวิทยาลัยรัช ประเทศสหรัฐอเมริการะบุว่า การอ่านหนังสือช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของสมองในกลุ่มผู้สูงอายุได้ 32 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าไม่ฝึกสมองให้ได้คิดเลย สมองจะเสื่อมเร็วขึ้นถึง 48 เปอร์เซ็นต์
  • งานวิจัยของมหาวิทยาลัยเคสเวสเทิร์นรีเสิร์ฟ ประเทศสหรัฐอเมริกา ระบุว่า คนที่มีงานอดิเรกที่ต้องใช้สมองอย่างการอ่านหนังสือหรือต่อจิ๊กซอว์ จะมีโอกาสเป็นโรคอัลไซเมอร์ต่ำ
  • งานวิจัยโดยศาสตราจารย์คาวาชิมะ ริวตะ มหาวิทยาลัยโทโฮะกุ ประเทศญี่ปุ่น ระบุว่า เวลาที่เราอ่านอะไรสักอย่าง สมองกลีบหน้า สมองกลีบข้าง สมองกลีบขมับ และสมองกลีบท้ายทอยจะถูกกระตุ้นให้ทำงาน ยิ่งถ้าอ่านออกเสียงไปด้วย ก็จะช่วยกระตุ้นให้สมองทำงานมากขึ้น
  • งานวิจัยของโมะงิ เคนอิจิโร่ กล่าวว่า สมองส่วน DLPFC ซึ่งอยู่บริเวณด้านหน้าของสมองกลีบหน้า จะตื่นตัวเวลาที่เราจดจ่อกับการอ่านหนังสือทั้งนี้ DLPFC มีบทบาทสำคัญต่อพัฒนาการด้านสติปัญญา และเป็นสมองส่วนที่ใช้ในการสร้างสมาธิอีกด้วย
  • และงานวิจัยจากเดอะนิวสคูล ประเทศสหรัฐอเมริการะบุว่า การอ่านหนังสือประเภทวรรณกรรม จะช่วยพัฒนาทักษะการรับรู้และทำความเข้าใจความรู้สึกผู้อื่นจากสีหน้าได้

 

ตัวอย่างงานวิจัยข้างต้นพิสูจน์ให้เห็นว่า การอ่านหนังสือเพียงอย่างเดียวสามารถพัฒนาทักษะของสมองได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความจำ การคิด สมาธิ การจัดการข้อมูล การรับรู้และทำความเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น ทักษะการสื่อสาร ไปจนถึงจินตนาการ ที่น่าสนใจคือ การได้พัฒนาทักษะทางอารมณ์ด้วย คือได้พัฒนาทั้งไอคิวและอีคิวเลยทีเดียว ซึ่งในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่าการที่คนคนหนึ่งจะประสบความสำเร็จได้นั้นไม่ได้มีแค่เฉพาะไอคิวที่ดีเท่านั้น แต่ยังต้องมีทั้งไอคิว อีคิว และรวมถึงเอสคิวหรือความฉลาดทางสังคมที่ดีด้วยมาประกอบกัน ดั้งนั้นด้วยกับการอ่านหนังสือนี่แหละที่สามารถพัฒนาให้เรามีความฉลาดมากขึ้น ทั้งสติปัญญา อารมณ์ และสังคม

ข้อมูลจาก เทคนิค อ่านให้ไม่ลืมที่จิตแพทย์อยากบอกคุณ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.