รอบรู้เรื่องลูก » วิธีจัดการกับสิ่งแวดล้อมทางภาษาเพื่อทักษะการพูดที่ดีของลูก

วิธีจัดการกับสิ่งแวดล้อมทางภาษาเพื่อทักษะการพูดที่ดีของลูก

28 April 2017
157   0

ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยกว่าที่เด็กคนนึงจะสามารถพูดสื่อสารเป็นคำพูดออกมาให้ผู้คนรอบข้างได้รับรู้และเข้าใจความหมาย ต้องอาศัยการเรียนรู้ การจดจำ การฝึกฝน อย่างต่อเนื่อง ค่อยเป็นค่อยไป โดยมีพ่อแม่เป็นบุคคลที่มีบทบาทมากที่สุดที่จะช่วยให้ลูกสามารถพูด เข้าใจ และสื่อสารได้อย่างน่าพอใจในแต่ละช่วงวัยของพัฒนาการด้านการพูดของเขา แน่นอนว่า สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กที่ดีถือเป็นปัจจัยสำคัญมากที่จะช่วยให้เด็กได้รับรู้ รับฟัง ซึมซับวิธีการพูด การออกเสียง รู้จักคำศัพท์และความหมาย สามารถนำมาใช้ได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมกับสถานการณ์เบื้องหน้า เพราะการพูดของเด็กไม่ได้เกิดจากการที่เขานึกอยากจะพูด ก็สามารถพูดขึ้นมาได้เอง 

สิ่งแวดล้อมที่ดีในที่นี้ หมายถึง สิ่งแวดล้อมที่เหมาะต่อการเรียนรู้ภาษาของลูก เช่น ในครอบครัวที่พ่อแ่เลี้ยงลูกเอง มีเวลาเอาใจใส่และคุยเล่นกับลูก เด็กย่อมมีการเรียนรู้และมีพัฒนาการทางภาษาที่ดีกว่าอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย เช่น

  • พ่อแม่มีภาระมาก ทำงานยุ่ง ไม่มีเวลาให้ลูก เมื่อกลับถึงบ้านก็เหนื่อยล้าเกินกว่าจะชวนลูกคุย หรือชวนเล่น
  • ปู่ย่าตายาย หรือญาติที่ช่วยดูแลลูกให้เป็นประจำมีอายุมาก มีสุขภาพที่ไม่ดี หรือไม่มีแรงที่จะเลี้ยงเด็กเล็กอย่างเต็มที่ด้วยความกระตือรือร้น
  • พี่เลี้ยงไม่รักหรือไม่เอาใจใส่เด็ก พูดน้อย หน้าบึ้ง เจ้าอารมณ์ เป็นต้น
  • มีพี่เลี้ยงเป็นชาวต่างชาติที่พูดไทยไม่ชัด
  • ลูกพูดแล้วแต่ไม่ได้รับการตอบสนอง อาจเพราะมีคนพลุกพล่าน เสียงดัง ไม่มีใครสนใจเด็ก
  • ลูกดูทีวีหรือเล่นเกมส์มากเกินไป แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้ได้เรียนรู้คำศัพท์อยู่บ้าง แต่การดูทีวี ถือเป็นสื่อทางเดียวที่เพียงแค่ได้ดูได้ฟัง ไม่ได้มีปฎิสัมพันธ์ให้สามารถพูดคุยกลับไป นอกจากนี้การดูทีวีมากเกินไปอาจจะมีผลกับสายตา และสมาธิของเด็กได้
  • อยู่ในบ้านที่เงียบเหงา ซึมเศร้า หรืออยู่ในครอบครัวที่มีความเคร่งเครียด เข้มงวด หรือขัดแย้งกันเกือบตลอดเวลา

 

ทั้งนี้เราสามารถจัดการกับสิ่งแวดล้อมทางภาษาที่ดีให้ลูกได้ โดย

  1. พ่อแม่และสมาชิกในบ้านพูดคุยกับลูกอยู่เสมอ และเมื่อจะพูดกับเด็ก เราควรจะอยู่ในตำแหน่งที่ลูกจะมองเห็นหน้า เห็นปากของผู้พูดได้ชัดเจน เพื่อลูกจะได้ฟังถนัด และเรียนรู้เรื่องการออกเสียงว่าเสียงไหนต้องขยับปากอย่างไร ปากอยู่ในรูปใด เป็นต้น
  2. พูดด้วยความรัก ความเอาใจใส่ ด้วยสีหน้าท่าท่างที่อ่อนโยนเป็นมิตร ลูกจะรู้สึกอุ่นใจและอยากฟัง อยากคุยด้วย
  3. พูดด้วยน้ำเสียงน่าฟัง ด้วยเนื้อหาที่ดีควรพูดด้วยภาษาที่ดี ไม่ควรพูดคำหยาบให้ลูกฟัง อย่าคิดว่า “เด็กตัวแค่นี้ ฟังไม่รู้เรื่องหรอก” เพราะถึงแม้ลูกจะไม่รู้คำศัพท์ก็ตาม แต่ลูกก็สามารถรับรู้ได้จากภาษากาย
  4. ผู้ใหญ่ในบ้านควรเรียกชื่อ คน สัตว์ สิ่งของ ด้วยชื่อของสิ่งนั้น ๆ ไม่ใช่เรียกว่า ไอ้นี่ ไอ้นั่น อยู่ตลอดเวลา การที่ลูกได้ยินชื่อเฉพาะของแต่ละอย่าง ลูกก็จะได้เรียนรู้คำศัพท์เหล่านี้ไปด้วย
  5. วรร้องเพลงกล่อมลูก หรือท่องกลอนง่าย ๆ ให้ลูกฟังตั้งแต่ยังเล็ก ๆ เด็กส่วนมากชอบฟังเสียงสูง ๆ ต่ำ ๆ ที่มีจังหวะทำนอง และชอบฟังคำคล้องจอง
  6. ชวนลูกคุย แม้ว่าเมื่อลูกยังเล็ก ลูกยังพูดไม่ได้ แต่ลูกก็รับฟังได้ ถ้าลูกอยู่ใกล้ ๆ ขณะที่เราทำสิ่งใดอยู่ พ่อแม่ก็ควรชวนลูกคุยหรือบอกถึงกิจกรรมนั้น ๆ ให้ลูกฟังด้วย
  7. หมั่นถาม หมั่นเล่นกับลูกอย่างมีความสุข เช่น ถ้าจะสอนลูกเรื่องส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ก็อาจใช้วิธีเล่นเกมส์หม่ำ ๆ อวัยวะส่วนต่าง ๆ เช่น แม่จะหม่ำแขน หม่ำขา หนูน่ะ แล้วก็ทำท่าทางหม่ำอวัยวะส่วนนั้นของลูกอย่างเอร็ดอร่อย แล้วย้ายไปยังอวัยวะส่วนต่าง ๆ ทั่วร่างกาย ลูกก็จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับชื่อของอวัยวะส่วนต่าง ๆ ในร่างกายของเขาได้เร็วและสนุกสนาน เป็นต้น
  8. เป็นตัวอย่างที่ดีในการพูดให้ลูกฟัง โดยพูดอย่างชัดเจน ถูกต้อง โดยไม่จำเป็นที่ผู้ใหญ่จะต้องพูดกับเด็กด้วยน้ำเสียงเลียนแบบเด็กหรือพูดช้าจนเกินไปจนไม่เป็นธรรมชาติ
  9. อ่านหนังสือให้ลูกฟังทุกวัน ชวนลูกดูภาพ ชวนลูกคุย ลูกก็จะได้เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ ๆ ได้ใช้จินตนาการไปตามเรื่องราวในหนังสือด้วย รวมทั้งได้ความสนุกสนาน เพลิดเพลิน
  10. เมื่อลูกหัดพูด พ่อแม่ควรให้เวลารับฟัง แสดงให้เขาเห็นว่าพ่อแม่นั้นใส่ใจ และพูดชมเชยเมื่อเขาพยายามพูด
  11. ถ้าลูกพูดไม่ถูกหรือพูดไม่ชัด ไม่ควรดุลูก หรือตำหนิติเตียนว่าพูดผิด เพียงแต่ต้องพยายามพูดคำที่ถูกต้องให้ลูกฟังอย่างชัดเจนแทน สังเกตุว่าลูกกำลังตั้งใจฟังอยู่ตลอดหรือเปล่า แล้วบอกให้เขาพูดตาม
  12. อย่าสนับสนุนหรือชื่นชมเมื่อลูกพูดไม่ถูกหรือออกเสียงไม่ชัด เช่น เรียกเสือ เป็น เจื๋อ หรือพ่อแม่ เป็น อ้อแอ้ เป็นต้น อย่าคิดว่าเด็กพูดอย่างนี้แล้วจะเป็นเรื่องน่ารักน่าเอ็นดู เพราะถ้าเราให้แรงเสริมด้วยการชม ลูกก็จะติดนิสัยพูดผิด ๆ ไป ยิ่งโตก็จะยิ่งแก้ยาก ควรฝึกให้ลูกพูดอย่างถูกต้องตามวัย
  13. เมื่อลูกมีคำถามว่า “นี่อะไร” ให้ลองถามกลับดูบ้างว่า “หนูคิดว่าเป็นอะไรจ้ะ” เพราะบางครั้งแม้ว่าลูกรู้จักสิ่งนั้นอยู่แล้ว แต่ก็ยังถามเพียงเพราะอยากชวนเราคุย หรืออยากแสดงความคิดเห็นของตัวเองบ้าง พ่อแม่ลองฝึกตัวเองที่จะรู้จักถามลูกกลับก่อนที่จะรีบตอบ หลาย ๆ ครั้งเราอาจได้รับคำตอบที่ชวนให้เราทึ่ง ว่าเด็กตัวแค่นี่จะคิดได้ขนาดนี้เลยหรือ และการที่เราถามกลับก็เท่ากับเป็นการส่งเสริมให้ลูกคิดต่อยอดออกไป
  14. ถ้าลูกถามแล้วเราไม่รู้ ก็บอกตามตรงว่าเราไม่รู้ แต่จะช่วยหาคำตอบไปพร้อมกัน  นี่เป็นการแสดงให้ลูกเห็นว่าเราให้ความสำคัญกับความใฝ่รู้ของลูก อย่าให้ข้อมูลผิด ๆ หรือโมเมเพื่อให้พ้น ๆ ไปเด็ดขาด เพราะจะทำให้เด็กจำข้อมูลไปอย่างผิด ๆ ด้วย
  15. เมื่อพ่อแม่สัญญาอะไรกับลูกแล้วต้องรักษาสัญญา อย่าเพียงแต่หลอกเด็กส่ง ๆ ไป เพราะการรักษาสัญญา และการที่พ่อแม่ทำตามที่พูดทุกครั้งจะเป็นการสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ทั้งยังเป็นการปลูกฝังทัศนคติที่ดี ลูกจะเรียนรู้ว่าคำพูดมีความหมาย มีคุณค่า และมีการปฏิบัติตาม
  16. อย่าเปรียบเทียบลูกกับเด็กคนหรือพี่น้องคนอื่น เพราะเด็กแต่ละคนมีพัฒนาการไม่พร้อมกัน ควรให้กำลังใจและชมเชยลูกอย่างจริงใจเมื่อลูกพยายามพูดหรือพูดคำใหม่ ๆ ได้
  17. อย่าเร่งรัดหรือเข้มงวดกับลูก เพราะจะทำให้ลูกรู้สึกเครียด กังวล และไม่อยากพูดด้วยกลัวว่าจะพูดผิด
  18. พ่อแม่ควรเป็นผู้ฟังและผู้ตามที่ดี เปิดช่องให้เวลา ให้โอกาสลูกพูดก่อนบ้าง เพราะนอกจากเขาจะได้ฝึกพูดแล้วยังเป็นการสนับสนุนให้ลูกฝึกการเป็นผู้นำ หัดเป็นผู้ริเริ่มก่อน
  19. ไม่ควรใช้คำว่า “อย่า” หรือ “ห้าม” บ่อยเกินไป เพราะมีผลทำให้ลูกไม่มั่นใจที่จะทดลองทำสิ่งใหม่ ๆ หรือเรียนรู้ทักษะอื่น ๆ
  20. สนับสนุนให้ลูกมีโอกาสในการเลือกตัดสินใจเองให้มากที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อลูกจะได้มีความมั่นใจ ความภูมิใจ และกล้าตัดสินใจด้วตัวเอง เริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบตัว เช่น การเลือกเสื้อผ้าใส่เอง เป็นต้น
  21. ให้ลูกได้มีโอกาสใกล้ชิดกับธรรมชาติ ได้สัมผัสกับความละเอียดอ่อนของธรรมชาติบ้าง เช่น ชักชวนให้ลูกดูใบไม้ ดอกไม้ แมลง ฟังเสียงจากเปลือกหอย หรือเล่นทรายด้วยกันที่ชายหาด เป็นต้น
  22. เลือกของเล่นที่เน้นจินตนาการให้ลูก ซึ่งจะเป็นของเล่นที่มีลักษณะที่สามารถเล่นได้หลายรูปแบบ เช่น บล็อกไม้ที่นำมาต่อเป็นบ้าน เป็นวัตถุ สิ่งของต่าง ๆ ได้ตามจินตนาการของลูก หรือ จะเป็นสิ่งของอื่น  ๆ ที่หาได้รอบตัว ที่เราสามารถนำมาประยุกต์เป็นของเล่นได้ เช่น กระป๋องนม เป็นต้น
  23. วรพาลูกออกไปเที่ยว ไปพบเจอกับประสบการณ์อื่น ๆ นอกบ้าน เพื่อลูกจะได้เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ ๆ ในเนื้อหาใหม่ ๆ เหตุการณ์ใหม่ ๆ ที่ทำให้ได้เห็นความสำคัญของภาษาว่าคนอื่น ๆ ก็สื่อสารกัน เช่น พาลูกไปเล่นที่สนามเด็กเล่น ไปซื้อของ แต่ต้องไม่เป็นที่ที่มีผู้คนพลุกพล่านนัก หรือ ไปสวนสัตว์ เป็นต้น
  24. ให้ลูกมีโอกาสได้เล่นกับเด็กคนอื่นทั้งในวัยเดียวกันและต่างวัย ลูกจะได้เรียนรู้ถึงการมีปฏิสัมพันธ์และการอยู่ร่วมกับคนอื่น ๆ อาจต้องเจอกับเหตุการณ์ทะเลาะเบาะแว้ง หรือ มีบางอย่างไม่พอใจ แต่ก็ต้องปล่อยให้เขาได้มีโอกาสเรียนรู้และรู้จักจัดการแก้ปัญหาด้วยตัวเองบ้าง พ่อแม่เพียงแต่คอยดูแลความปลอดภัยอยู่ห่าง  ๆ ก็พอแล้ว
  25. ควรจัดสิ่งแวดล้อมของลูกให้หลายหลายและสมดุล โดยที่ไม่ต้องเคร่งเครัด เข้มงวดจนเกินไป เช่น ในรอบ 1 สัปดาห์ให้ลูกได้เล่นกับพ่อแม่พี่นจ้อง เล่นกับเด็กคนอื่น และอย่าลืมให้ลูกได้มีโอกาสเล่นคนเดียวบ้าง เพื่อลูกจะได้มีช่วงเวลาสงบ ๆ อยู่กับจินตนาการและคิดหาวิธีเล่นด้วยตัวเองบ้าง

 

ขอบคุณข้อมูลจาก สูตรสำเร็จฝึกลูกพูดเก่ง



View My Stats