เรื่องราวน่ารู้ » ผู้ชายต่างหากที่ปฏิเสธความเสมอภาคกับผู้หญิง ไม่ใช่อัลกุรอาน คำยืนยันจากผู้พิพากษาหญิงมุสลิมชาวอินเดีย

ผู้ชายต่างหากที่ปฏิเสธความเสมอภาคกับผู้หญิง ไม่ใช่อัลกุรอาน คำยืนยันจากผู้พิพากษาหญิงมุสลิมชาวอินเดีย

11 July 2017
168   0

เรื่องราวของสิทธิสตรี ความเท่าเทียมระหว่างหญิงและชายในศาสนาอิสลามดูเหมือนว่าจะยังเป็นประเด็นที่ผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมโลกยังมีความสับสน คลุมเครือ ไม่เข้าใจ ศาสนาอิสลามจึงมักถูกมองด้วยภาพลักษณ์ของการกดขี่ผู้หญิง จำกัดสิทธิ มีลักษณะเป็นสังคมที่ชายเป็นใหญ่ เฉกเช่นเดียวกับเรื่องราวปัญหาหญิงชายในอินเดีย ซึ่งเรามักได้ยินข่าวคราวความไม่ยุติธรรม ไม่เท่าเทียมต่าง  ๆ เกิดขึ้นกับผู้หญิงอยู่เนือง ๆ

ในความซับซ้อนของปัญหาสิทธิสตรีในอินเดีย มีอีกมุมหนึ่งของปัญหาที่เกิดขึ้นในครอบครัวที่นับถือศาสนาอิสลาม ปัญหาข้อพิพาทในครอบครัว ความรุนแรง การหาข้อยุติของปัญหาจึงเป็นสิ่งที่ท้าทายผู้ทำหน้าที่ดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชุมชนที่นับถือศาสนาอิสลาม ที่จำเป็นต้องนำเอาหลักคำสอนมาเป็นที่ตั้งของการยุติปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้น

เรื่องราวของผู้หญิงชาวอินเดียที่เกิดขึ้นเรื่องนี้จะสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการต่อสู้เพื่อหาคำตอบ หาทางออกของปัญหาคับข้องใจในครอบครัว หาจุดยืนในการใช้ชีวิตของผู้หญิงมุสลิม ที่สำคัญคือค้นหาสถานะที่แท้จริงของเธอดังที่ปรากฎในหลักคำสอนจากคัมภีร์อัลกุรอาน

จาฮานาราเป็นหนึ่งในผู้หญิงคนแรก ๆ ของอินเดียที่ได้รับการฝึกฝน อบรมโดยนำเอาหลักคำสอนของศาสนาอิสลามมาช่วยให้หญิงมุสลิมต่อสู่กับการครอบงำของผู้ชาย

“จะเอาเธอกลับไปแบบยังมีชีวิตอยู่หรือจะเอาศพเธอกลับไป” นี่คือคำถามที่สามีของจาฮานาราถามกับแม่ของเธอ ในช่วงที่เขากำลังตบตีเธอเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ในค่ำคืนเดียวกันนั้นเธอได้ยุติชีวิตแต่งงานที่โหดร้าย และออกจากบ้านไปพร้อมกับต้องทิ้งลูกอีก 4 คน

ตั้งแต่นั้นมา สามีของเธอก็ปฏิเสธไม่ให้เธอได้พบหน้าลูก ๆ แม้ว่าจะอาศัยอยู่ในเมืองเดียวกัน คือเมือง ชัยปุระ ไม่ให้ค่าเลี้ยงดู ปฏิเสธที่จะให้ทองคำ 15 กรัมตามสัญญาที่ฝ่ายชายต้องจ่ายให้กับภรรยาเมื่อการแต่งงานสิ้นสุดลง รวมทั้งปฏิเสธที่จะให้แบ่งสินสมรสให้แก่เธอด้วย

เพื่อแสวงหาความยุติธรรม จาฮานาราวัย 45 ปี ออกไปพบกับ คาซี kazi ผู้ทำหน้าที่พิพากษาอิสลามในท้องถิ่น ซึ่งจะเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดปัญหาทางศาสนากรณีการสมรส การมีภรรยาหลายคน การหย่าร้าง และการดูแลภรรยาของสามี ดังนั้นหน้าที่ของคาซี ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นผู้ชาย ก็คือการจัดการคลี่คลายปัญหาต่าง ๆ ตามคำสอนของศาสนาอิสลามจากคัมภีร์อัลกุรอาน

อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับผู้หญิงจำนวนมากก่อนหน้านี้ จาฮานาราได้รับคำตอบที่น่าผิดหวังและขมขื่น “เขาปฏิเสธที่จะช่วยให้ฉันได้รับสิทธิของตัวเอง”  และฉันเองก็ปฏิเสธว่าสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตฉันต้องไม่ใช่อย่างนั้น ฉันเดินทางไปทั่วเมืองเพื่อสอบถามกับอุลามาอฺ หรือ นักวิชาการศาสนาอิสลามถึงความไม่ยุติธรรมที่ฉันได้รับ ว่าเป็นไปตามหลักคำสอนของอัลกุรอานหรือไม่  ฉันถามพวกเขาว่า “นี่คือสถานภาพของผู้หญิงในอัลกุรอานจริงหรือ นี่คือความความยุติธรรมที่อัลกุรอานมีให้แก่ฉันจริงหรือ พวกเขาต่างก็ตอบว่า ใช่ นี่คือสถานะของฉัน และฉันต้องอดทน”

หลังจากนั้นเธอจึงตัดสินใจที่จะต่อสู้เพื่อหาคำตอบที่คาใจนี้  และจนกระทั่งวันนี้จาฮานาราได้กลายเป็นหนึ่งในคาซีหญิงคนแรก ๆ ของอินเดีย

โรงเรียนสอนศาสนาในมุมไบที่มีชื่อว่า ดารุล อุลูม นิสวาน ได้เปิดสอนหลักสูตรคาซีสำหรับผู้หญิงตั้งแต่ปี 2015 ซึ่งเป็นหลักสูตร 2 ปี โดยมุ่งหวังว่า จะเป็นการเตรียมความพร้อมแก่ผู้หญิงด้วยความรู้จากคัมภีร์อัลกุรอาน ที่จะทำให้พวกเธอนำไปใช้จัดการกับขนบประเพณีหลายอย่างที่ส่งผลเสียต่อผู้หญิงที่ได้รับการซึมซับ เรียนรู้ต่อ ๆ กันมา โดยในช่วงซัมเมอร์นี้ก็จะมีผู้หญิงอินเดียเรียนจบหลักสูตรนี้จำนวน 15 คน และพร้อมที่จะเริ่มต้นทำหน้าที่ดังกล่าว

อัฟรอส เบกัม (ซ้าย) จาฮานารา (ขวา) สองนักเคลื่อนไหวหญิงมุสลิมคนแรกที่ทำหน้าที่คาซีหรือผู้วินิจฉัยตัดสินปัญหาครอบครัวในอินเดีย                                                                                                            ภาพโดย Amrit Dhillon

ในขณะที่นางอัฟรอส เบกัม อายุ 43 ปี เป็นอีกคนหนึ่งที่จบหลักสูตรนี้แล้วเช่นกัน เบกัมมีชีวิตการแต่งงานที่มีความสุข ซึ่งถือว่าแตกต่างจากจาฮานารา เธอแต่งงานกับผู้ชายที่สนับสนุนให้เธอได้ทำงาน “อัลกุรอานให้เรามีสิทธิที่เท่าเทียมกัน ให้พวกเราได้มีสิทธิในการดำเนินชีวิต มีสิทธิในการศึกษา มีสิทธิในทรัพย์สิน และมีสิทธิในการเลือก ตัดสินใจ เมื่อผู้หญิงมุสลิมเข้าใจอัลกุรอาน ชีวิตพวกเธอก็จะเปลี่ยนไป”  เบกัม กล่าว

เมื่อการแต่งงานคือพันธะสัญญาภายใต้คำสอนของอิสลาม ไม่ใช่คำสาบานที่ศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นข้อกำหนดและเงื่อนไขต่าง ๆ จึงต้องได้รับการพูดคุยเจราจากับคาซี ซึ่งพบว่าคำสัญญานี้มักจะมีแนวโน้มที่เอื้อต่อฝ่ายผู้เป็นสามีมากกว่า

จาฮานาราและเบกัมทำงานในสำนักงานเล็ก ๆ ซึ่งในอยู่ในตรอก ภายในชุมชนมุสลิม เมืองชัยปุระ พวกเธอรับให้คำปรึกษาปัญหาระหว่างสามีและภรรยา โดยการรับฟังปัญหาคับข้องใจที่เกิดขึ้นทั้งสองฝ่าย และพยายามที่จะช่วยเกลี้ยกล่อมเพื่อบรรเทาปัญหาให้กับคู่สามีภรรยา

เบกัมกล่าวว่า “คาซีผู้ชายมักจะบอกกับฝ่ายผู้เป็นภรรยาว่าให้กลับบ้านไปในทันทีและให้เชื่อฟังต่อสามี”  เธอกล่าวต่อไปอีกว่า “หญิงมุสลิมส่วนใหญ่ไม่มีความรู้อะไรเลยเกี่ยวกับสิทธิของตัวเอง แต่ตอนนี้ต่างไปจากเดิมแล้ว เนื่องจากพวกเราได้เรียนรู้แล้วว่าคัมภีร์อัลกุรอานบอกเราว่าอย่างไร”

นิสฮัต ฮุเซน หัวหน้ากลุ่มสตรีที่มีชื่อว่า Bharatiya Muslim Mahila Andolan ในเมืองชัยปุระ กล่าวว่า คาซีหญิงมุสลิมทั้งสองคนมีงานหนักมากที่ต้องทำ โดยก่อนที่คาซีใหม่ทั้งสองคนจะดำเนินการนิกะห์ (สมรส) ให้กับคู่แต่งงาน พวกเธอจะต้องถามไปยังฝ่ายชายเพื่อพิสูจน์คุณสมบัติของเขา ถามหาใบมรณบัตรหากฝ่ายชายบอกว่าภรรยาคนก่อนของเขาได้เสียชีวิตไปแล้ว ถามหาใบหย่า หากเขาบอกว่าเขาหย่าร้างเรียบร้อยแล้ว หรือ อาจจะถามหาใบรับรองแพทย์ เอกสารยืนยันการทำงาน ทั้งหมดนี้เพื่อปกป้องผู้หญิง ซึ่งเป็นสิ่งที่คาซีคนก่อน ๆ ไม่ทำกัน

การทำความเข้าใจ เรียนรู้ว่าคัมภีร์อัลกุรอานให้สิทธิ ความเท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิงในอิสลาม ทำให้จาฮานารามีความสุขมากขึ้น หลักจากแยกทางจากสามี เธอต่อสู้เพื่อให้ชีวิตให้พบเจอความสงบสุข แล้วในที่สุดความสุขนี้ก็ได้มาในระหว่างที่เธอเรียนรู้ฝึกฝน เพื่อทำหน้าที่คาซี ว่าแท้จริงแล้วอิสลามกล่าวถึงผู้หญิงไว้อย่างไร

หากมีชายมุสลิมคนใดชี้หน้าถามเธอถึงการอยู่ลำพึงคนเดียวและเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อสังคม หรือมีคำถามว่าทำไมเธอจึงทิ้งสามี เธอก็จะตอบกลับไปยังชายคนนั้นด้วยคำถ้อยที่มาจากคัมภีร์อัลกุรอาน

“ตอนนี้ฉันเป็นคาซี ตอนนี้ฉันมีความรู้ ตอนนี้ฉันมีข้อพิสูจน์ แล้วในที่สุดฉันก็รู้สึกอิสระ และอยากให้หญิงมุสลิมคนอื่น ๆ ได้รู้สึกแบบนี้ด้วยเช่นกัน” จาฮานารากล่าวทิ้งท้าย

ที่มา theguardian.com



View My Stats